_119646014_gettyimages-1234009591.jpg

นี่คือความโชคร้ายที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 2 เรื่อง จนทำให้เมียนมาแทบไม่มีพื้นที่หายใจ นั่นคือ รัฐบาลประหารของกองทัพและการระบาดใหญ่ของโควิด 19 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน

เมื่อ 1 ก.พ. กองทัพเมียนมา ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ทำให้เกิดการประท้วงขนาดใหญ่ตามมาหลายครั้ง ซึ่งก็ยังไม่มีสัญญาณว่าการประท้วงจะยุติลง

ในหมู่ผู้ประท้วงมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายพันคนรวมอยู่ด้วย พวกเขาหยุดงานและทำให้ระบบสาธารณสุขล่มสลาย สร้างความปั่นป่วนต่อโครงการให้วัคซีนแก่ประชาชนและการตรวจหาเชื้อ

ปัจจุบัน เมียนมากำลังเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาพุ่งสูงขึ้น เป็นผลมาจากเชื้อกลายพันธุ์เดลตาที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก

ที่ด้านนอกโรงงานออกซิเจน มีคนต่อแถวยาวเพื่อหวังว่าจะได้ซื้อถังออกซิเจน หรือเติมออกซิเจนในถังที่นำมา ทั้งที่รัฐบาลห้ามไม่ให้มีการขายออกซิเจนโดยตรงแก่ประชาชน ส่วนสถานที่เผาศพก็มีศพเต็มไปหมด

สำหรับคนบางส่วน นี่คือสถานการณ์ที่ไม่เห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์

ติดโควิดจากในคุก

“เราถามตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะตายเพราะโควิด หรือเราจะตายเพราะผลกระทบจากวิกฤตการเมือง” เอ เมียะ (นามสมมุติ) ผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง กล่าว

“มันเหมือนกับว่า เราต้องเลือกหนทางที่ดีที่สุดในการตาย”

จนถึงขณะนี้ เมียนมารายงานผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 280,000 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 8,200 คน

แต่เชื่อว่า มีการรายงานตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เพราะการตรวจหาเชื้อที่ทำได้อย่างจำกัด ในเดือน ก.ค. เมียนมา ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ราว 54 ล้านคน ได้รับการตรวจหาเชื้อ 9,000-17,000 คนต่อวันเท่านั้น

ดูเหมือนว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตก็น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน ตัวเลขทางการนี้นับจากผู้ที่เสียชีวิตที่สถานพยาบาลต่าง ๆ เท่านั้น

เอ เมียะ เชื่อว่า แม่ที่เสียชีวิตไปของเธอไม่ถูกนับรวม เพราะแม่ของเธอไม่เคยได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด ทั้งที่แสดงอาการหลายอย่าง

เธอสงสัยด้วยว่า แม่ของเธออาจจะติดเชื้อมาจากเธอ

แม้ว่าหลังการเสียชีวิตของแม่ ผลการตรวจหาเชื้อของเธอจะเป็นลบ แต่ เอ เมียะ เชื่อว่า เธออาจจะติดเชื้อไวรัสขณะอยู่ในเรือนจำ เธอถูกควบคุมตัวนาน 4 เดือน หลังจากถูกจับกุมขณะรายงานข่าวการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร

เธอเริ่มมีอาการหลังจากได้รับการปล่อยตัวไม่นาน

“ในเรือนจำ เรามีนักโทษพักอยู่ในห้องเดียวราว 50 คน และมันแออัดมาก ฉันเห็นคน 2-3 คน ที่อยู่ใกล้ ๆ ฉันป่วยหนัก”

“แม่ของฉันสุขภาพแข็งแรงดีตอนที่ฉันออกมาจากเรือนจำ เธอสระผมให้ฉัน แล้วเราก็กินข้าวด้วยกัน” เธอเล่าต่อว่า “แต่ไม่นานหลังจากที่ฉันป่วย แม่ก็ป่วย ฉันหายดีในอีก 2-3 วันต่อมา แต่อาการของแม่ทรุดลง แม่กินข้าวไม่ได้ แล้วก็หายใจลำบาก”

“บางครั้ง ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังถูกอาวุธชีวภาพโจมตีอยู่” เธอเล่าถึงความโหดร้ายจากการสูญเสียแม่ไป

“ตอนเราไปถึงโรงพยาบาล พวกเขาบอกว่า ขาดแคลนออกซิเจน เราเข้าไปหาคนที่มีถังออกซิเจน และถามว่า พอจะให้เราเช่ามาใช้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ไหม แต่หาเช่าไม่ได้เลย แม่ตายขณะที่เรากำลังตามหาออกซิเจนไปทั่วโรงพยาบาล”

ออกซิเจนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีมูลค่ามากที่สุดในเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมา ปฏิเสธว่า เมียนมาไม่ได้ขาดแคลนออกซิเจน โดยเขาบอกว่า ผู้คนพากันกักตุนเพราะ “ความกังวลใจ”

กองทัพยังได้จำกัดการขายออกซิเจนให้แก่ผู้ชายเอกชนด้วย เพื่อป้องกัน “การกักตุนสินค้า”

แต่คนบางส่วนกล่าวหากองทัพว่า ได้ส่งออกซิเจนให้แก่โรงพยาบาลของทหาร

“เพื่อน ๆ ของเราที่ยังคงทำงานในโรงพยาบาลของรัฐบาล บอกเราว่า กองกำลังความมั่นคงเข้ามาและนำถังออกซิเจนไป” แพทย์คนหนึ่งที่ทำงานให้กับองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งกล่าว

ระบบสาธารณสุขล่มสลาย

ระบบสาธารณสุขของเมียนมาเปราะบางอยู่แล้ว แต่แม้ว่าจะมีทรัพยากรจำกัดแต่ก็สามารถรับมือกับไวรัสได้ในปีที่แล้ว แต่การทำรัฐประหารทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น

ขิ่น ซอว์ วิน ผู้อำนวยการสถาบันทัมพาดิพา (Tampadipa Institute) ในนครย่างกุ้ง กล่าวว่า เมียนมาไม่ได้เตรียมพร้อมอย่างดีมากพอสำหรับการระบาดใหญ่ นอกจากนั้น กองทัพยังได้เลือกทำรัฐประหารในช่วงเวลาของการระบาดใหญ่ ไม่สนใจชีวิตของประชาชน

“ประเทศอื่น ๆ พยายามที่จะทำให้เส้นกราฟราบลงด้วยการตั้งเป้าป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขล่มสลาย” ดร.พิว พิว ทิน ซอว์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง (University of Hong Kong) กล่าว

“แต่ในเมียนมา รัฐประหารทำให้เกิดการล่มสลายของระบบสาธารณสุข ก่อนที่จะเกิดการระบาดระลอกที่สามขึ้นเสียอีก”

สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners) ระบุว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายคนคือคนกลุ่มแรก ๆ ที่หยุดงานประท้วงต่อต้านรัฐประหาร มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างน้อย 72 คน รวมถึงอดีตหัวหน้าโครงการให้วัคซีน กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ และอีกเกือบ 600 คน ถูกออกหมายจับ

บริการการแพทย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากแพทย์และพยาบาลที่เข้าร่วมอารยะขัดขืน ก็ถูกคุมคามเช่นกัน กองทัพถูกกล่าวหาว่า จับกุมแพทย์หลายคน โดยแสร้งว่ามีผู้ป่วยโควิดที่จำเป็นต้องให้แพทย์มาเยี่ยมที่บ้าน พวกเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้

กองทัพบอกว่า บุคลากรทางการแพทย์ราว 60% ยังคงทำงานอยู่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าจะประเมินสูงกว่าความเป็นจริง

รัฐประหารยังทำให้เกิดความวุ่นวายของโครงการให้วัคซีนแก่ประชาชนของเมียนมาด้วย ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้เริ่มโครงการนี้ 5 วัน ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร

กองทัพระบุว่า วัคซีนของจีนราว 6 ล้านโดส และวัคซีนของรัสเซีย 2 ล้านโดส จะถูกส่งมอบในอีกไม่นานนี้

แต่ ขิ่น ซอว์ วิน ระบุว่า วัคซีนเหล่านี้มาถึงสายเกินไป และตั้งคำถามว่า กองทัพจะจัดการให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิผลมากแค่ไหน

ผลกระทบของสถานการณ์นี้ เห็นได้ชัดจากสถานที่เผาศพนอกนครย่างกุ้ง ที่มีรถบรรทุกศพ รถพยาบาล และรถยนต์ส่วนตัว จำนวนมากนำศพมาส่งในแต่ละวัน

เส่ง วิน ไท จากบริษัทรับจัดงานศพโบ เส่ง ในนครย่างกุ่ง เล่าว่า เขารู้สึกสะเทือนใจมาก

“พ่อของผมเองเสียชีวิตเมื่อ 3 วันก่อน ตอนเช้าเวลาประมาณ 9 โมง ผมไม่สามารถนำรถบรรทุกศพมารับศพพ่อได้ ทั้งที่ผมทำธุรกิจรับจัดงานศพ” เขากล่าว

“ตอนเราไปถึงสุสานเยย์ เวย์ เราต้องรอนานหลายชั่วโมง เพราะมีการจัดงานศพหลายงานก่อนหน้าศพพ่อ ทั้งหมดคือผู้เสียชีวิตจากโควิด”

หล่า โซ ประธานสภาบริหารเขตย่างกุ้ง ระบุว่า มีศพราว 1,500 ศพ ในวันที่ 19 ก.ค. สูงกว่าตัวเลขทางการผู้เสียชีวิตโดยรวมทั่วประเทศซึ่งอยู่ที่ 281 คน

เขากล่าวว่า สุสานแห่งต่าง ๆ ในนครย่างกุ้ง มีเครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการศพเพียง 300 ศพต่อวันเท่านั้น

ในที่สุด ครอบครัวของเอ เมียะ ก็สามารถที่จะหาถังออกซิเจนขนาดเล็กมาได้ แต่ก็สายเกินไปสำหรับแม่ของเธอ ขณะที่สมาชิกในครอบครัวอีก 3 คน ก็ได้รับการตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว

“พ่อบอกว่า พ่อรู้สึกเสียใจทุกครั้งที่เห็นถังออกซิเจนนี้ เพราะพ่อรู้สึกว่า เราไม่สามารถช่วยชีวิต [ของแม่] ได้ เพราะเราได้มาไม่ทันเวลา” เธอกล่าว

“ตอนนี้ เราต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด เพราะเราไม่อยากจะสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปอีก”

รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี ภาคภาษาพม่า

……………….

ข่าวBBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว


ดูข่าวต้นฉบับ